บทที่ 33 “สู้ไม่ไหว!”

ในเรือนเล็กด้านใน เงาร่างของเยี่ยเสวียนปรากฏที่หน้าประตู เขายืนพิงกรอบไม้เงียบ ๆ ดวงตานิ่งลึก มองเหตุการณ์เบื้องหน้าโดยไม่เอ่ยคำใดเงียบ ๆ ในมุมนั้น

“เอาเช่นนี้ ให้ข้าเอาเด็กสักคนไปขายไม่ดีกว่าหรือ"

นางซูก้าวมาข้างหน้าเล็กน้อย ปิดบังเด็กทั้งสองไว้ด้านหลัง “ท่านอย่ารังแกเด็ก ๆ เลย เรื่องหนี้เป็นเรื่องของข้ากับสามี”

“ที่เจ้าเป็นหนี้ ก็ไม่ใช่เพราะเอาไปรักษาลูกชายยามเจ็บป่วยรอบที่แล้วหรือ? ให้เขาไปทำงานแลกเงินใช้หนี้แทนดีกว่า!” ชายคนนั้นกล่าว พลันขยับเข้ามาจะดึงตัวฉินเหยียนไป

“ปล่อยท่านพี่ข้านะ!” ฉินหมิงร้องลั่น ก่อนทุบแขนของชายผู้นั้นอย่างแรง แม้กำปั้นเล็ก ๆ จะสั่นเทา

“อย่ายุ่งกับลูกของข้า!” นางซูตะโกน พลันพุ่งเข้าไปคว้าแขนอีกฝ่ายไว้

ชายคนนั้นสะบัดอย่างหงุดหงิด ผลักนางซูออกเต็มแรง ร่างของนางเสียหลัก กระเด็นถอยหลัง

ทว่า ก่อนที่ร่างนั้นจะกระแทกพื้น แขนหนึ่งก็โอบรับไว้มั่นคง

เยี่ยเสวียนเคลื่อนตัวเข้ามาอย่างรวดเร็ว ฝ่ามือเดียวประคองหลังนางซูอย่างนุ่มนวล ไม่ให้กระทบพื้นแม้แต่น้อย ดวงตาที่เคยสงบนิ่งพลันเย็นเยียบลงชั่วขณะ

เขาละมือออกจากนางซูเบา ๆ “ให้ข้าจัดการพวกเขาเอง”

สิ้นคำ ร่างเขาก็วูบหายจากจุดเดิม

เพียงพริบตาเดียว เขาปรากฏกายเบื้องหน้าชายฉกรรจ์ ใช้เพียงฝ่ามือผลักเบา ๆ ที่อกอีกฝ่าย

เสียง “อั่ก!” ดังขึ้น ชายร่างใหญ่กระเด็นล้มกลิ้งไปหลายวา ราวกับถูกแรงลมพัดกระแทก

อีกสองคนตกใจ รีบพุ่งเข้ามาพร้อมกัน แต่เยี่ยเสวียนเพียงยกแขนปัด ดั่งใบไม้สะบัดลม ทั้งสองก็เสียหลักล้มระเนระนาด ฝุ่นดินคลุ้งขึ้นเต็มลาน

“เหตุใดแรงเยอะเช่นนี้!” หนึ่งในนั้นร้องเสียงหลง คลานถอยหลัง

“สู้ไม่ไหว!” อีกคนหน้าซีดเผือด แขนสั่นไม่หยุด

“ไปกันก่อนดีกว่า!” ชายคนกลางกัดฟันตะโกน

ทั้งสามรีบพยุงกันลุกขึ้น วิ่งหนีออกจากลานบ้านอย่างไม่คิดชีวิต ไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับมามอง

ความเงียบปกคลุมอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจหอบของฉินหมิงกับฉินเหยียน

ฉินเหยียนมองเยี่ยเสวียนด้วยดวงตาเป็นประกาย “พี่เยี่ย… ท่านเก่งยิ่งนัก!”

ฉินหมิงพยักหน้ารัว ๆ “เมื่อครู่ท่านแทบไม่ขยับตัวเลย!”

นางซูยังคงตกตะลึง นางก้มศีรษะคำนับเบา ๆ “คุณชายเยี่ย ขอบคุณท่านยิ่งนัก หากไม่ใช่ท่าน วันนี้ข้า…”

เยี่ยเสวียนส่ายหน้า “เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น”

หลังทานมื้อเช้าเสร็จ เยี่ยเสวียนก็ติดตามฉินหมิงและฉินเหยียนออกไปยังแปลงผักท้ายหมู่บ้าน เพื่อเก็บผักสดนำไปขายที่ตลาดเช้า เด็กทั้งสองขยันขันแข็ง มือเล็ก ๆ เคลื่อนไหวว่องไวไม่หยุดพัก ไม่นานตะกร้าก็เต็มไปด้วยผักเขียวชอุ่ม เมื่อขายได้เงินเล็กน้อย ทุกคนล้วนยิ้มออกมา แม้เหรียญจะไม่มาก แต่สำหรับพวกเขาแล้ว มันคือความหวังที่จับต้องได้

เยี่ยเสวียนมองภาพนั้นด้วยแววตาอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว ความอบอุ่นแปลกประหลาดเอ่อขึ้นในอก ราวกับหัวใจที่เคยว่างเปล่าเริ่มมีบางสิ่งเติมเต็ม

ทั้งสามช่วยกันขายของอย่างสนุกสนาน เสียงเรียกลูกค้า เสียงหัวเราะ และแสงแดดยามสาย ทำให้แผงผักเล็ก ๆ ดูมีชีวิตชีวากว่าที่เคย

“เราหาเงินได้เพิ่ม บ้านเราก็จะปลดหนี้ได้เพิ่มขึ้น” ฉินเหยียนกล่าวด้วยรอยยิ้มสดใส ขณะทั้งสามเก็บตะกร้าที่ว่างเปล่า เตรียมเดินกลับบ้าน เพราะรูปโฉมโดดเด่นของเยี่ยเสวียนดึงดูดสายตาผู้คน ทำให้วันนี้ผักขายหมดเกลี้ยง ไม่เหลือแม้แต่ใบเดียว

“วันนี้ต้องขอบคุณพี่เยี่ย” ฉินหมิงพูดเสริม พลางยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาว

“ข้าก็ต้องขอบคุณพวกเจ้า” เยี่ยเสวียนกล่าว พลันยิ้มบาง ๆ แววตาอ่อนโยนกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

“เหตุใดต้องขอบคุณ ท่านช่วยพวกเราจากพวกนักเลงทวงหนี้นั่น อีกทั้งยังช่วยเราขายผักจนหมดเกลี้ยง เดี๋ยวพรุ่งนี้ตื่นแต่เช้า เราไปเก็บผักมาขายเพิ่มอีกหน่อย พรุ่งนี้พี่เยี่ยอยู่กับเราเป็นวันสุดท้าย ข้าเชื่อว่า เราขนผักมาเท่าไหร่ก็ต้องขายหมด และคงได้เงินก้อนใหญ่มาปลดหนี้ให้ท่านพ่อกับท่านแม่ได้แน่” ฉินเหยียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเปี่ยมความหวัง ดวงตาเป็นประกายราวกับมองเห็นอนาคตที่ดีอยู่ตรงหน้าแล้ว

“ใช่ ข้าเห็นด้วย” ฉินหมิงพยักหน้าแรง ๆ จนปอยผมกระดิกไปมา สีหน้าจริงจัง

เยี่ยเสวียนมองเด็กทั้งสองนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวเสียงแผ่วเบาแต่หนักแน่น

“เจ้าช่วยข้าไว้ ทำให้ข้าได้เห็นโลกกว้างขึ้น ข้าจึงขอบคุณ”

เขาหยุดเล็กน้อย ราวกับกำลังเลือกถ้อยคำ ก่อนพูดต่อ

“พรุ่งนี้ ก่อนข้าจากไป ข้าจะช่วยพวกเจ้าขายของให้หมด พวกเจ้าจะได้มีเงินใช้หนี้ ต่อไปนี้จะได้ไม่มีใครมาหาเรื่องทำร้ายพวกเจ้าอีก”

เด็กทั้งสองชะงักไปชั่วขณะ ก่อนฉีกยิ้มกว้างพร้อมกัน ดวงตาแดงเรื่อเล็กน้อยด้วยความซาบซึ้ง

แสงอาทิตย์ยามบ่ายทอดยาวบนถนนดิน ทั้งสามเดินเคียงกันกลับบ้าน เงาทั้งสามทับซ้อนกันบนพื้นอย่างเงียบงัน

หลังจากกลับมาถึงบ้าน ก็พบว่าบิดาของเด็กทั้งสองกลับมาแล้ว ชายผู้นั้นสวมเสื้อผ้าหยาบธรรมดา เปื้อนฝุ่นดินจากการทำงาน แต่สีหน้ากลับเปี่ยมด้วยความอบอุ่น เมื่อเห็นลูก ๆ และแขกของบ้าน เขาก็ยิ้มกว้าง เอ่ยทักทายเยี่ยเสวียนอย่างเป็นกันเอง ราวกับรู้จักกันมานาน ไม่ได้มีท่าทีระแวงหรือถือเนื้อถือตัวแม้แต่น้อย

เขาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวขอตัวออกไปส่งของให้ลูกค้าตามที่นัดหมายไว้ น้ำเสียงเรียบง่ายแต่หนักแน่น สะท้อนถึงความรับผิดชอบของผู้เป็นเสาหลักของบ้าน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป